แนวคิดเกี่ยวกับการผลิตที่ยั่งยืน
เกริ่นนำ

หัวข้อทั้งหมด:







พัฒนาการและแนวคิดเกี่ยวกับการพัฒนาที่ยั่งยืนในบริบท"สากล"

ในเชิงของการเผยแพร่แนวคิดเรื่องการพัฒนาที่ยั่งยืน ปรากฏใน The Limits to Growth ของกลุ่ม The Club of Rome ตีพิมพ์ในปี พ.ศ. 2515 สาระหลักคือการตั้งข้อสังเกตไว้ว่า หากประชากรโลก อุตสาหกรรม มลภาวะ การผลิตอาหาร การเสื่อมถอยของทรัพยากรยังดำรงอยู่ในอัตราที่ไม่เปลี่ยนแปลง การเติบโตบนดาวเคราะห์นี้จะถึงขีดจำกัดในอีก 100 ปีข้างหน้า ซึ่งถึงเวลานั้นผลที่จะเกิดขึ้น คือ ประชากรและความสามารถในการผลิตของโรงงานจะลดลงอย่างรวดเร็ว โดยไม่สามารถควบคุมได้

Donella Meadows, Denis Meadows และ Jorgen Randers (ช่วง พ.ศ. 2510) เห็นว่า หากมีการปรับเปลี่ยนแนวโน้มการเติบโต และตั้งเงื่อนไขความยั่งยืนให้สิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจก็จะมียั่งยืนต่อไปในอนาคต ความสมดุลของโลกอาจจะเกิดจากการออกแบบให้ความต้องการวัตถุต่างๆ ของแต่ละคนได้รับการตอบสนอง และแต่ละบุคคลมีโอกาสที่เท่าเทียมกันในการค้นพบศักยภาพของตน หากคนในโลกตัดสินใจที่จะให้ผลเป็นอย่างหลัง คือ ความยั่งยืน ก็ต้องเร่งทำงาน ยิ่งเริ่มเร็วเท่าไรก็ยิ่งจะประสบผลเร็วเท่านั้น และเห็นว่าเป็นเรื่องที่ท้าทายที่จะกล่าวถึงปัญหาเหล่านี้ว่าจะทำอย่างไรให้เรามีวัตถุใช้สอยเพียงพอ ขณะเดียวกันก็มีความเท่าเทียมกันทางสังคม มีสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน และตอบสนองความเป็นมนุษย์ได้ดีกว่าสังคมที่เน้นเพียงการเติบโตอย่างในปัจจุบัน

แนวคิดการพัฒนาที่ยั่งยืน กลายเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจจากสาธารณชนในช่วงปลายทศวรรษ 2520 โดยการจุดประกายของ “Our Common Future” ซึ่งเป็นรายงานของ World Commission on Environment and Development (WCED), พ.ศ.2530) หรือที่เรียกว่า Bruntland Commission แต่การแปรแนวคิดดังกล่าว ให้เป็นกรอบและแนวทางในเชิงปฏิบัตินั้น เพิ่งเกิดขึ้นไม่นานมานี้ มีการนิยาม “การพัฒนาที่ยั่งยืน” ไว้หลากหลาย แต่ที่ถูกกล่าวอ้างถึงมากที่สุด ซึ่งปรากฏใน Our Common Future ก็คือ

"...development that meets the needs of the present without compromising the ability of future generations their own needs." (การพัฒนาที่ตอบสนองความต้องการในปัจจุบัน โดยไม่ทำให้ขีดความสามารถในการตอบสนองความต้องการของคนรุ่นหลังต้องด้อยลงไป)

คำว่า "การพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development)" ถูกนำมาใช้อย่างกว้างขวาง เพื่ออธิบายความหมายเกี่ยวกับอนาคตของสังคมมนุษย์และโลกที่มนุษย์อาศัยอยู่ แต่ก็ไม่เป็นที่กระจ่างชัดนักว่าความหมายของคำว่า "การพัฒนาที่ยั่งยืน" นั้นคืออะไร และจะสามารถนำไปสู่การปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมได้อย่างไร สาเหตุสำคัญประการหนึ่ง อาจเป็นเพราะผู้นำหรือผู้ที่มีอำนาจตัดสินใจในสังคมไม่สามารถผลักดันแนวคิดดังกล่าวไปสู่การปฏิบัติให้ได้ผล หรือกำหนดดัชนีขึ้นมาวัดผลการพัฒนาที่ยั่งยืนได้อย่างชัดเจน ทำให้ไม่สามารถติดตามตรวจสอบได้ว่ากิจกรรมใดเป็นการพัฒนาที่ยั่งยืน และกิจกรรมใดเป็นการพัฒนาที่ไม่ยั่งยืน กล่าวอีกนัยหนึ่ง การพัฒนาที่ยั่งยืน คือ การปรับปรุง หรืออย่างน้อยก็รักษาสภาพความเจริญก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ ความยุติธรรมในสังคม และคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทั้งในปัจจุบันและอนาคต อย่างไรก็ตาม เนื่องจากการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ เป็นความปรารถนาของมนุษยชาติ และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมก็เป็นผลสืบเนื่องนั้น เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ รายงานของ WCED (พ.ศ.2530) จึงระบุความหมายในเชิงปฏิบัติของการพัฒนาที่ยั่งยืน ในรูปของ "การใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ทั้งในเชิงวัสดุ และเชิงพลังงาน การใช้เทคโนโลยีใหม่ที่ไม่เป็นภัยต่อระบบนิเวศ และการใช้ระบบการผลิต ที่คำนึงถึงความจำเป็นที่ต้องปกปักษ์รักษาฐานทางระบบนิเวศ สำหรับการพัฒนาต่อไป"

หลังจากการประชุมสิ่งแวดล้อมโลกในปี พ.ศ. 2535 แล้ว มีเอกสารเกี่ยวกับการพัฒนาที่ยั่งยืนเป็นจำนวนมากเผยแพร่ออกมา ส่วนใหญ่เป็นการขยายความถึงความหมายของ Agenda 21 ซึ่งเป็นข้อตกลงจากการประชุมในครั้งนั้น ที่ประเทศสมาชิกที่เข้าร่วมในประชุมต้องไปจัดทำรายละเอียดแผนปฏิบัติการเพื่อนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน เช่น Earth Summit (พ.ศ. 2535) ซึ่ง Joyce Quarrie เป็นบรรณาธิการ หรืองานของ Michael Keating ชื่อ The Earth’s Summit Agenda for Change, (พ.ศ.2535) และ The Global Partnership for Environment and Development. A Guide to Agenda 21 ซึ่งจัดพิมพ์โดย United Nations Conference on Environmental and Development นอกจากนี้ ก็มีรายละเอียดเกี่ยวกับการพัฒนาที่ยั่งยืนรวมทั้งความสำเร็จในเรื่องดังกล่าวนี้ เช่น เว็บไซต์ของ Center of Excellence for Sustainable Development, Untied Nations Sustainable Development, International Institute for Sustainable Development, Sustainable Development, World Wide Web Virtual Library ฯลฯ ต่อมาองค์กรชื่อว่า The Earth Council – San Jose, Costa Rica ได้ว่าจ้าง Mathis Wackernagel และคณะทำงานวิจัย Rio+5 Forum โดยจัดเวทีสนทนาและศึกษา Footprints of Nations เนื่องจากว่าการประชุม Earth Summit ได้ข้อสรุปว่า ต้องมีการดำเนินชีวิตที่ส่งผลกระทบต่อโลกน้อยที่สุด เพราะมีประชากรมากขึ้น ทรัพยากรน้อยลง ของเสียมากขึ้น ความยากจนเพิ่มขึ้น ความหลากหลายทางชีวภาพน้อยลง พื้นที่ป่าไม้ลดลง น้ำสะอาดและน้ำมันมีน้อยลง ชั้นของบรรยากาศก็เบาบางลงด้วย เราต่างรู้ว่าการดำรงชีวิตที่เกิดขึ้นนั้นห่างไกลจากคำว่า “ยั่งยืน” แต่ยากที่จะวัดเป็นตัวเลขได้ การค้นพบที่สำคัญของคณะทำงานชุดนี้ประการหนึ่งหลังจากได้ศึกษาเปรียบเทียบผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและการใช้ทรัพยากรของประเทศใหญ่ 52 ประเทศซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของคน 80% ของประชากรโลก และผลผลิต 95% ของผลิตภัณฑ์โลก (World Domestic Product) คือข้อเท็จจริงที่ว่า มวลมนุษย์ชาติทั้งหมดใช้ทรัพยากรมากกว่า 1 ใน 3 เกินกว่ากำลังของระบบนิเวศและธรรมชาติจะสามารถสร้างทดแทน ทั้งๆ ที่ในปี พ.ศ. 2535 สัดส่วนค่า 1 ใน 4 ของการศึกษา ecological footprint ชี้ให้เห็นว่ามนุษย์พึ่งพาธรรมชาติมากเพียงใด โดยการพิจารณาจากที่ดินและน้ำทั้งหมดในระบบนิเวศที่ต่างกัน ซึ่งแต่ละชาติถือว่าเป็นทรัพยากรที่ถูกนำมาใช้บริโภคและดูดซับของเสียต่างๆ

Jorge E. Hardoy (พ.ศ.2538) เห็นว่าการพัฒนาอย่างยั่งยืน หมายถึง การจัดการเกี่ยวกับพฤติกรรมมนุษย์ ซึ่งเป็นกระบวนการที่ค่อยๆ เปลี่ยนแปลงไปในการใช้ทรัพยากร การลงทุน การปรับตัวของการพัฒนาเทคโนโลยีและการเปลี่ยนแปลงลักษณะของกิจกรรมให้มีความมั่นคง สนองต่อความต้องการของประชาชนในปัจจุบัน โดยไม่ต้องทำลายทรัพยากรซึ่งจะเป็นที่ต้องการในอนาคต โดยเฉพาะความต้องการของคนในอนาคตจะต้องเทียบเท่ากับคนในปัจจุบัน (Global Ecology Handbook, World Commission on Environment and Development, The Bruntland Commission)

แนวคิดที่หลากหลายดังกล่าว แม้ว่าจะให้ความหมายของคำว่า “การพัฒนาที่ยั่งยืน”ปรากฏแตกต่างกันไปหลายรูปแบบ แต่ก็มีหลักการที่เหมือนกัน คือ

  • การพัฒนาที่ดำเนินไปโดยคำนึงถึงขีดจำกัดของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และสนองความต้องการในปัจจุบันโดยไม่ส่งผลเสียต่อความต้องการในอนาคต
  • การพัฒนาที่คำนึงถึงความเป็น “องค์รวม” คือ มองว่าการจะทำสิ่งใดต้องคำนึงถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับสิ่งอื่นๆ ดังนั้น การพัฒนาแนวนี้จึงยึดหลักความรอบคอบ และค่อยเป็นค่อยไป รวมทั้งเปิดโอกาสให้ภาคีการพัฒนาต่างๆ เข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการพัฒนาด้วย
  • การพัฒนาที่ยั่งยืนไม่ได้ระบุว่าจะต้องปฏิเสธ “ระบบเทคโนโลยี” เพียงแต่ต้องคำนึงว่าเทคโนโลยีที่นำมาใช้นั้นควรเป็นไปในทาง “สร้างสรรค์” ไม่ใช่ “ทำลาย”
กล่าวโดยสรุปแล้ว ความหมายของการพัฒนาที่ยั่งยืน จะมีแนวคิดมาจาก 3 แนวทางใหญ่ๆ ด้วยกัน คือ
  • แนวทางด้านนิเวศวิทยา การพัฒนาที่ยั่งยืนให้ความสำคัญลำดับสูงกับคุณค่าของทรัพยากรธรรมชาติ โดยเน้นเรื่องความยั่งยืนของการทำงานและประสิทธิภาพของระบบนิเวศ เพื่อก่อให้เกิดความยั่งยืนทางนิเวศในระยะยาว ทั้งนี้ เพื่อส่งมอบทุนทางธรรมชาติ ได้แก่ ทรัพยากรธรรมชาติต่างๆ และทุนที่มนุษย์สร้างขึ้น ได้แก่ ปัจจัยการผลิตและสินค้าต่างๆ ให้คนรุ่นอนาคตได้ใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน
  • แนวทางด้านสังคม การพัฒนาที่ยั่งยืน จะต้องสามารถตอบสนองความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ได้อย่างต่อเนื่อง โดยคำนึงถึงความเป็นธรรมทางสังคมและกลุ่มชนระดับต่างๆ เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายที่สำคัญ คือ การรักษาคุณภาพชีวิตของประชากรให้มีระดับสูงขึ้นอย่างยาวนาน
  • แนวทางด้านเศรษฐกิจ การพัฒนาที่ยั่งยืน หมายถึง การขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนยาวนาน บนพื้นฐานการสงวนรักษาทุนธรรมชาติไว้ใช้ประโยชน์สำหรับคนรุ่นปัจจุบันและรุ่นอนาคต ทั้งนี้ จำเป็นต้องปรับปรุงโครงสร้างการผลิตและการบริโภค และการพัฒนาเทคโนโลยีที่ไม่เป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม
การแปรแนวความคิดการพัฒนาที่ยั่งยืนสู่การปฏิบัตินั้น ต้องอาศัยการบริหารจัดการ ซึ่งเท่ากับว่าจะต้องมีการสร้างกรอบ (Framework) การดำเนินงานเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนไว้ในกระบวนการตัดสินใจของฝ่ายบริหารของแต่ละองค์กรด้วย กรอบดังกล่าวตั้งอยู่บนพื้นฐานของ “สังคม สิ่งแวดล้อม และเศรษฐกิจ” ซึ่งประกอบกันเป็น “คุณภาพชีวิต” การพัฒนาหรือการดำเนินการใดๆ ที่นำไปสู่ความก้าวหน้า หรือสภาวะที่ดีขึ้นของแต่ละองค์ประกอบดังกล่าวพร้อมๆ กัน ถือว่าเป็นการปรับปรุงคุณภาพชีวิต เมื่อมีกรอบสำหรับการตัดสินใจแล้ว ก็ต้องมีกรอบสำหรับการบริหารจัดการ ซึ่งต้องประกอบด้วยการวางแผน การดำเนินการ และตรวจสอบ ซึ่งจะเห็นได้ว่าการตั้งเป้าหมายและการมีตัวชี้วัดความยั่งยืนนั้นเป็นเรื่องสำคัญ จึงมีหลายประการที่มีการพัฒนาและเลือกตัวชี้วัดการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Indicator – SDI) ทั้งในระดับประเทศและระดับท้องถิ่น เช่น สหราชอาณาจักร เยอรมัน ไต้หวัน และมาเลเซีย เป็นต้น รวมประเทศไทยเอง ก็เริ่มมีความพยายามในแนวทางดังกล่าว




พัฒนาการและแนวคิดเกี่ยวกับการพัฒนาที่ยั่งยืนในบริบทของ"ไทย"

สำหรับประเทศไทย ได้มีนักวิชาการหลายท่านพยายามอธิบายความหมายของการพัฒนาที่ยั่งยืนให้ชัดเจนยิ่งขึ้น ที่สำคัญคือ แนวคิดของพระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตโต, พ.ศ. 2541) ได้อธิบายการพัฒนาที่ยั่งยืนว่า “การพัฒนาที่ยั่งยืนมีลักษณะที่เป็นบูรณาการ (Integrated) คือทำให้เกิดเป็นองค์รวม (Holistic) หมายความว่า องค์ประกอบทั้งหลายที่เกี่ยวข้องจะต้องมาประสานกันครบองค์และมีลักษณะอีกอย่างหนึ่งคือ มีดุลยภาพ (Balance) หรือพูดอีกนัยหนึ่ง คือ การทำให้กิจกรรมของมนุษย์สอดคล้องกับเกณฑ์ของธรรมชาติ” นั่นก็คือ การกำหนดแนวทางการพัฒนาจะต้องคำนึงถึงปัจจัยด้านมนุษย์ โดยให้คุณค่าทางวัฒนธรรมรวมอยู่ในกิจกรรมทางเศรษฐกิจและสังคม รวมทั้งการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมด้วย ดังนั้น ตามแนวคิดของพระธรรมปิฎก จึงสามารถสรุปได้ว่า “การพัฒนาที่ยั่งยืน เป็นการพัฒนาที่ครอบคลุมการพัฒนาในทุกด้านและทุกมิติ กล่าวคือ ทั้งเศรษฐกิจ สังคม ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จิตใจ วัฒนธรรม ฯลฯ โดยมีคนเป็นศูนย์กลางหรือเป้าหมายของการพัฒนา เพื่อให้คนอยู่ดีกินดี และมีความสุข ทั้งคนรุ่นนี้และรุ่นต่อๆ ไป”

ในการจัดทำข้อเสนอของประเทศไทยในการประชุมสุดยอดของโลกว่าด้วยการพัฒนาที่ยั่งยืน ณ นครโจฮันเนสเบอร์ก ประเทศแอฟริกาใต้เมื่อเดือนกันยายน พ.ศ. 2545 คณะอนุกรรมการกำกับการอนุวัตตามแผนปฏิบัติการ 21 และการพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งมีหน้าที่เป็นคณะกรรมการเตรียมการประชุมสุดยอดฯ ของประเทศได้ร่วมกับสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย จัดระดมความคิดเห็นจากภาคีต่างๆ ได้ข้อยุติด้านคำนิยามของการพัฒนาที่ยั่งยืนว่า “การพัฒนาที่ยั่งยืนในบริบทไทย เป็นการพัฒนาที่ต้องคำนึกถึงความเป็นองค์รวมของทุกๆ ด้านอย่างสมดุล บนพื้นฐานของทรัพยากรธรรมชาติภูมิปัญญาและวัฒนธรรมไทย ด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชนทุกกลุ่ม ด้วยความเอื้ออาทร เคารพซึ่งกันและกัน เพื่อความสามารถในการพึ่งตนเองและคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างเท่าเทียม”




แนวคิดเกี่ยวกับการผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืนในบริบทของไทย

แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 10 (พ.ศ.2550-2554) ได้ให้ความสำคัญกับผลกระทบที่เกิดขึ้นสืบเนื่องจากการพัฒนาเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมที่ผ่านมา ที่ก่อให้เกิดปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างรุนแรง ไม่ว่าจะเป็นการร่อยหรอของทรัพยากรธรรมชาติและการสะสมของมลพิษ สำหรับประเทศไทย ตลอดเวลาที่ผ่านมา โครงสร้างการผลิตและบริการของไทยใช้ทรัพยากรเป็นฐานหลักอย่างสิ้นเปลือง ไม่คุ้มค่า ประกอบกับกระแสการบริโภคแบบวัตถุนิยม ยิ่งทำให้คนเกิดความต้องการบริโภคมากขึ้น มีการใช้ทรัพยากรอย่างสิ้นเปลือง จนไม่สามารถเกิดหรือสร้างขึ้นมาใหม่ทันกับความต้องการใช้ได้ ทั้งยังปล่อยของเสียที่เหลือจากการใช้ดังกล่าวให้เป็นภาระในการจัดการ ซึ่งบางประเภทก็เป็นสารอันตราย ส่งผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยและคุณภาพชีวิตของสาธารณชนอีกด้วย รูปแบบการบริโภคและการผลิตที่ไม่ยั่งยืน ความต้องการที่มากเกินควร และการดำเนินชีวิตที่ฟุ่มเฟือยดังกล่าว เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดสภาวะแวดล้อมเสื่อมโทรม จึงได้กำหนดแนวทางการพัฒนาเรื่อง การปรับแผนการผลิตและพฤติกรรมการบริโภค เพื่อลดผลกระทบต่อฐานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ภายใต้ยุทธศาสตร์การพัฒนาบนฐานความหลากหลายทางชีวภาพและการสร้างความมั่นคงของฐานทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม

ในการผลักดันขับเคลื่อนยุทธศาสตร์เพื่อส่งเสริมให้เกิดการผลิตและบริโภคที่ยั่งยืน อันเป็นหนทางที่จะนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศต่อไปในอนาคต จำเป็นต้องมีกลไกบริหารในภาพรวมระดับนโยบายในรูปของคณะกรรมการระดับชาติ เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งจะทำหน้าที่ในการกำหนดกรอบทิศทางและยุทธศาสตร์ กำกับและบริหารจัดการ ตลอดจนขับเคลื่อนสู่การปฏิบัติ และติดตามประเมินผลการดำเนินการตามยุทธศาสตร์ รวมทั้งประสานเชื่อมโยงยุทธศาสตร์การพัฒนาในมิติด้านต่างๆ ทั้งในมิติทางเศรษฐกิจ มิติทางสังคม และมิติทางสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นเอกภาพและบูรณาการ เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน และความอยู่เย็นเป็นสุขร่วมกันในสังคมไทย ในการทบทวนเพื่อทำความเข้าใจกับสาระสำคัญของโครงการ เพื่อมุ่งสู่ผลสัมฤทธิ์ที่ตอบสนองต่อวัตถุประสงค์และเป้าหมายของโครงการ ซึ่งจะส่งผลถึงการพัฒนาและผลักดันยุทธศาสตร์การผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืนไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นองค์รวม

แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 10 (พ.ศ.2550-2554) ได้เห็นความสำคัญในเรื่องนี้จึงได้กำหนดแนวทางการพัฒนา เรื่อง การปรับแผนการผลิตและพฤติกรรมการบริโภค เพื่อลดผลกระทบต่อฐานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ภายใต้ยุทธศาสตร์การพัฒนาบนฐานความหลากหลายทางชีวภาพและการสร้างความมั่นคงของฐานทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม ซึ่งที่ผ่านมา สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ได้ศึกษาและจัดทำยุทธศาสตร์การบริโภคที่ยั่งยืนสำหรับบริบทไทย และแนวทางการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ดังกล่าวไปสู่การปฏิบัติ เพื่อให้เกิดการบริโภคของคนในสังคมให้มุ่งสู่ความยั่งยืนมากขึ้น ปลูกจิตสำนึกและสร้างค่านิยมใหม่เรื่องการบริโภคอย่างพอเพียง และให้ผู้บริโภคมีส่วนร่วมในการจัดการสิ่งแวดล้อม ผ่านการบริโภคสินค้าและบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยกำหนดนิยามของการบริโภคอย่างยั่งยืนในบริบทของไทยไว้ว่าหมายถึง “การบริโภคอยางพอดีพอประมาณ ตามความจําเปนพื้นฐานและนํามาซึ่งคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โดยคํานึงถึงความสามารถที่รองรับไดของระบบนิเวศ ซึ่งกอใหเกิดความสมดุลระหวางความสุขในการดําเนินชีวิตที่สามารถพึ่งตนเองได มีการแบงปนใหกับสังคมรอบขาง และการรักษาฐานทรัพยากรใหสามารถใชในกิจกรรมการผลิตและบริการอย่างต่อเนื่องไปถึงคนรุนอนาคต”

ในบทความเรื่อง พัฒนาเศรษฐกิจที่ยั่งยืนในบริบทของไทย (Sustainable Economic Development in the Thai Context) ในส่วนที่ 1 กรอบแนวคิดเรื่องการพัฒนาเศรษฐกิจในบริบทของการพัฒนาที่ยั่งยืน ที่เผยแพร่ใน http://www.nesdb.go.th/econSocial/naturalResource/ โดยสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ได้กล่าวถึง การพัฒนาเศรษฐกิจที่ยั่งยืน ว่าหมายถึง การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจได้อย่างต่อเนื่องและเพียงพอในระยะยาว ซึ่งจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อ

  1. ระบบเศรษฐกิจมีเสถียรภาพอย่างต่อเนื่องในระยะยาว
  2. การขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างมีคุณภาพและสมดุล
  3. การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจเอื้อประโยชน์ต่อคนส่วนใหญ่ และ
  4. เป็นการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจจากกระบวนการผลิตที่ใช้เทคโนโลยีสะอาด ลดปริมาณของเสีย ไม่ทำลายสภาพแวดล้อมและไม่สร้างมลพิษที่จะกลายมาเป็นต้นทุนการผลิตในระยะต่อไปและเป็นข้อจำกัดของการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างมีประสิทธิภาพในระยะยาว
สำหรับเงื่อนไขจำเป็นในการพัฒนาเศรษฐกิจที่ยั่งยืนจะเกิดขึ้นได้ภายใต้เงื่อนไขจำเป็นหลัก (necessary condition) 2 เงื่อนไข คือ เงื่อนไขแรก กระบวนการผลิตและการบริโภคที่มีประสิทธิภาพ และไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม และ เงื่อนไขที่สอง การบริหารเศรษฐกิจส่วนรวมอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อสร้างและรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในระยะยาว ทั้งนี้โดยเงื่อนไขทั้งสองจะสนับสนุนซึ่งกันและกัน

กระบวนการผลิตและการบริโภคที่มีประสิทธิภาพและไม่ทำลายสภาพแวดล้อม เพื่อที่กระบวนการผลิตจะสามารถเพิ่มมูลค่าจากการผลิตได้อย่างต่อเนื่องและการบริโภคสามารถขยายตัวได้ต่อเนื่อง การผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืน (Sustainable consumption and production) เป็นการผลิตและการบริโภคที่สามารถเพิ่มขึ้นได้อย่างต่อเนื่องในระยะยาว โดยที่กิจกรรมทางเศรษฐกิจในปัจจุบันไม่สร้างข้อจำกัดต่อกิจกรรมการผลิตและการบริโภคในอนาคต ทั้งนี้โดยที่จำเป็นต้องมีการประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมจากการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการผลิตและพฤติกรรมการบริโภคอย่างเหมาะสม จึงเป็นแนวคิดการขยายตัวทางเศรษฐกิจภายใต้ขีดจำกัดของทุนทางธรรมชาติที่จะต้องมีการสงวนรักษาไว้ใช้ประโยชน์สำหรับชนรุ่นปัจจุบันและรุ่นอนาคต ซึ่งเพื่อให้บรรลุเป้าหมายตามแนวทางนี้จำเป็นต้องมีการปรับปรุงโครงสร้างการผลิตและการบริโภค การพัฒนาเทคโนโลยีที่ไม่เป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อมหรือเทคโนโลยีสะอาด หรือเทคโนโลยีที่เป็นภูมิปัญญาท้องถิ่น ปรับปรุงมาตรการทางนโยบายต่างๆ เช่นมาตรการเกี่ยวกับการประเมินค่าทางสิ่งแวดล้อม มาตรการเกี่ยวกับเครื่องชี้วัดทางสิ่งแวดล้อม เป็นต้น

การบริโภคที่ยั่งยืน ประกอบด้วย รูปแบบการใช้พลังงานและแร่ธาตุและการใช้ยานพาหนะที่เหมาะสม มีประสิทธิภาพและประหยัด มีการเลือกใช้สินค้าและบริการผลิตโดยกระบวนการผลิตที่ไม่ทำลายสภาพแวดล้อม วัตถุดิบหรือองค์ประกอบของสินค้าและบริการไม่เป็นพิษต่อสิ่งแวดล้อม และการลดของเสียหรือกากจากการบริโภค

สำหรับ การผลิตที่ยั่งยืน นั้นประกอบด้วย ทั้งในเรื่องการเลือกใช้วัตถุดิบที่ไม่เป็นกากของเสียที่ทำลายสิ่งแวดล้อม การใช้วัตถุดิบอย่างมีประสิทธิภาพและไม่สิ้นเปลืองทั้งจากการพัฒนาเทคโนโลยีและทรัพยากรมนุษย์ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และการเลือกใช้เทคโนโลยีที่เป็น Clean and Environmental Friendly Technology รวมทั้งการบริหารจัดการกระบวนการผลิตที่มีประสิทธิภาพเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการผลิต

ความเสียหายทางสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นในปัจจุบันจะกลายเป็นต้นทุนการผลิตและการบริโภคในอนาคต เนื่องจากคุณภาพสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติที่เสื่อมโทรมลงอย่างรวดเร็ว อาทิ มลพิษในอากาศ น้ำเสีย ความเสื่อมโทรมของคุณภาพดิน และสารพิษและกากของเสียที่สะสมขึ้นอย่างรวดเร็ว จะมีผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อคุณภาพของปัจจัยการผลิต เช่น สุขภาพของแรงงาน คุณภาพดิน คุณภาพน้ำ และความสะอาดของอากาศ ซึ่งล้วนแล้วแต่มีผลต่อเนื่องต่อคุณภาพวัตถุดิบที่จะใช้สำหรับการผลิตสินค้าและบริการ ต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้นเพื่อพัฒนาคุณภาพปัจจัยการผลิต รวมทั้งทำให้จำเป็นต้องเพิ่มการใช้จ่ายงบประมาณรัฐบาลในการจัดการและฟื้นฟูภาวะแวดล้อม ซึ่งย่อมจะมีผลกระทบต่อการจัดสรรงบประมาณเพื่อการพัฒนาด้านอื่น ๆ ซึ่งในที่สุดแล้วจะกลายเป็นภาระภาษีของประชาชนไม่ว่าจะเป็นภาษีทางตรงหรือทางอ้อม

การผลิตที่ยั่งยืนจึงเป็นกระบวนการผลิตสินค้าและบริการเพื่อสนองความต้องการที่จำเป็นและเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนที่ดำเนินไปได้โดยไม่สร้างความเสียหายแก่สภาพแวดล้อมจนกลายเป็นข้อจำกัดของการผลิตและการบริโภคในอนาคตระยะยาว ในด้านอุปทานจึงเป็นการมุ่งเน้นที่จะปรับปรุงคุณภาพสิ่งแวดล้อม ในการผลิตสาขาการเกษตร สาขาพลังงาน สาขาอุตสาหกรรม สาขาบริการท่องเที่ยว และสาขาการขนส่ง เงื่อนไขที่จำเป็นสำหรับการผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืน ประกอบด้วย

  • กระบวนการผลิตที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นกระบวนการผลิตที่ใช้เทคโนโลยีสะอาด (Clean and Environmental Friendly Technology) ลดของเสียในขั้นตอนการผลิต รวมทั้ง การเลือกใช้วัตถุดิบในการผลิตที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม เช่น การใช้โฟม การใช้สาร CFC ในการทำตู้เย็น เป็นต้น
  • กระบวนการผลิตที่มีประสิทธิภาพโดยมีการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ปัจจัยการผลิตทั้งโดยการพัฒนาเทคโนโลยี และการพัฒนาคุณภาพแรงงานอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะช่วยลดความสิ้นเปลืองของวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิต กากของเสียในกระบวนการผลิต และลดต้นทุนการผลิตต่อหน่วย